Classical music Vienna

ทำไม เวียนนา จึงเป็นนครหลวงแห่งดนตรีคลาสสิก

หาจะกล่าวย้อนไปถึงในอดีตในช่วง ยุคคลาสสิก อันเป็นยุคทองของดนตรีคลาสสิก ช่วง ค.ศ.1750-1820 ในยุคนั้นจากที่ดนตรีสามารถเล่นในโบสถ์เป็นเพลงบทสวดเท่านั้น แต่ในยุคนี้ดนตรีมีเปลี่ยนแปลงคือเปิดกว้างออกสู่ประชาชนมากขึ้น ดนตรีในยุคคลาสสิกมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวมันเอง มีกลิ่นอายแบบลอกเลียนแบบไม่ได้ แน่นอนว่าในยุคยุคคลาสสิกดนตรีแบบบรรเลงเป็นที่นิยมกว่าเพลงแบบมีเนื้อร้อง ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าดนตรีคลาสสิกเปรียบดั่งดนตรีจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ขยายความได้ว่าเป็นดนตรีที่ไม่อาศัยจินตนาการ ไม่จำเป็นต้องมีบทกวีประกอบ หรือเอ่ยเอื้อนถ้อยคำใดๆ เพราะเป็นดนตรีอันมีแต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ซึ่งแตกต่างจากยุคโรแมนติกอันเป็นดนตรีแบบมีเรื่องราว ในยุคนั้นมีกรุงเวียนนาของประเทศออสเตรียเป็นศูนย์กลางของดนตรีจวบจนมาถึงปัจจุบัน

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้รับฉายาว่า The City of Music ฉายานี้คู่ควรทรงคุณค่ากับกรุงเวียนนามาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 เนื่องจากเมืองนี้ในอดีตเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีชั้นครูของโลกหลายต่อหลายคน  บางคนมาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ ณ เมืองนี้จวบสิ้นอายุขัย  เช่น Haydn ,  Mozart ,  Beethoven ,   Schubert ,  Brahms  , Bruckner , Mahler เป็นต้น  ส่วนสาเหตุซึ่งทำให้กรุงเวียนนาเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรีมีหลายอย่าง เช่น เมืองนี้อยู่ตรงกลางระหว่าง  อิตาลี โบฮีเมีย เยอรมนี ฮังการี ซึ่งเมืองเหล่านี้เองในสมัยนั้นก็เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องดนตรีเช่นเดียวกัน เวียนนาที่อยู่ตรงกลางจึงสามารถดึงดูดนักดนตรีจากประเทศที่อยู่ล้อมรอบได้นั่นเอง  อีกเหตุผลหนึ่ง คือชาวเมืองเวียนนารักในเสียงดนตรีมาก เรียกได้ว่ายันคนรับใช้ไล่ไปจนถึงราชวงศ์ Hapsburgh ผู้ปกครองประเทศในขณะนั้น เกือบทุกคนของประชาชนในเวียนนาสามารถร้องเพลงและเล่นดนตรีได้ หรือถ้าเล่นไม่ได้ก็ต้องเป็นผู้รักและชื่นชอบในการฟังดนตรี จากสาเหตุเหล่านี้เองทำให้กรุงเวียนนาเป็นจุดศูนย์กลางให้เหล่าครูสอนดนตรี นักแต่งเพลง นักดนตรี หลั่งไหลมาที่นี่ ภายหลังได้มีการค้นพบบันทึกของนาย Joseph Richter โดยเขาได้บรรยายถึงกรุงเวียนนาในปี ค ศ 1794 ไว้ว่า ไม่มีสตรีชั้นสูงหรือลูกสาวชาวเมืองคนไหนที่ร้องเพลงหรือเล่นเปียโนไม่เพราะ ในศตวรรษที่ 18 ดนตรีเป็นทั้งความบันเทิงรวมทั้งเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม ในกรุงเวียนนายังมีขุนนางหลายคนสามารถแต่งเพลงคลาสสิกได้ในระดับดีเยี่ยม ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็มีโรงละครอยู่ตามชานเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงละครโอเปรา ส่วนในหน้าร้อนท้องฟ้าปลอดโปร่งอากาศดี จะมีการแสดงคอนเสิร์ตตามสวนสาธารณะ แม้กระทั่งในโบสถ์เองก็มีการบรรเลงเพลงอันเกี่ยวข้องกับศาสนาเช่นเดียวกัน