Leonin

ประวัตินักดนตรีที่ส่งผลต่อยุคสมัยทางดนตรีคลาสสิค เอกลักษณ์ของยุคสมัย เลโอแนง หรือ เลโอนิอัส ยุคกลาง

เลโอแนง หรือ เลโอนิอัส เขาคือนักประพันธ์เพลงคนแรกซึ่งริเริ่มแต่งเพลงในรูปแบบใหม่ๆ ของยุคนั้น ซึ่งเขาประพันธ์บทเพลงในแบบ Polyphonic Organum มีความเชื่อกันว่าเขาเป็นชาวฝรั่งเศส โดยอาจจะอยู่อาศัยรวมทั้งทำงานในปารีส ณ มหาวิหาร Notre Dame Cathedral นอกจากนี้ เลโอแนง ยังเป็นสมาชิกรุ่นแรกเริ่มแห่งโรงเรียนสอนการประสานเสียง Notre Dame school of polyphony อันมีชื่อเสียงอีกด้วย ประวัติของเขาเท่าที่มีคนศึกษามาจากการบันทึกของนักเรียนในรุ่นหลัง ซึ่งข้อมูลนี้หลงเหลืออยู่ในโบสถ์ Anonymous IV นักเขียนชาวอังกฤษคนหนึ่งได้ทิ้งผลงานของเลโอแนงเอาไว้ โดยนักเขียนคนนั้นได้เอ่ยถึงเลโอแนงไว้ว่า เลโอแนงเป็นผู้เขียนบทเพลงชุด Magnus Liber ผลงานเขียนเพลงบทสวดอันยิ่งใหญ่ กลวิธีการเขียนส่วนใหญ่ใน Magnus Liber จะใช้เทคนิคแบบ Clausulae Melistic ถ้าให้อธิบายแบบคร่าวๆ มันคือการประพันธ์โดยใช้เสียงหลายเสียงโดยเปลี่ยนท่วงทำนองจากเพลงสวดเดิมๆ เป็นการเปลี่ยนระดับเสียงของโน้ตในแต่ละพยางค์ ซึ่งการสวดแบบนี้ มาจากส่วนหนึ่งของเพลงสวดศาสนาดั้งเดิม ที่มีเพียงทำนองแต่ไม่มีเสียงร้องประสาน ซึ่งใช้ในพิธีทางศาสนา ได้ถูกนำมาแบ่งออกเป็นหลายเพลง ซึ่งทำนองโน้ตแบบต้นฉบับจะช้ามาก และผนวกเสียงร้องเข้ากับทำนองที่เร็วกว่า นอกจากนี้ เลโอแนงยังเป็นนักประพันธ์คนแรกที่ใช้เทคนิค Rhythmic mode เป็นการประพันธ์อีกแบบหนึ่งที่ใช้จังหวะสั้นหรือยาวเพื่อช่วยในการเขียนโน้ต และมีความเป็นไปได้มากว่าเขาเป็นผู้คิดค้นระบบการเขียนโน้ตระบบนี้ขึ้นมา

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในยุคกลางได้แบ่งแยกชนชั้นออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ขุนนาง ชาวบ้าน นักบวช กลุ่มขุนนางจะใช้ชีวิตอยู่ในปราสาท เมื่อมีศึกสงครามก็ทำหน้าที่ออกไปรบ ปล่อยให้พวกผู้หญิงคอยดูแลบ้านเมืองไป ในเวลาปกติพวกขุนนางใช้เวลาไปกับการเข้าป่าล่าสัตว์ แต่ประชาชนส่วนมากของประเทศจะเป็นชาวบ้านยากจน ประกอบอาชีพกรรมกรใช้แรงงาน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ทุกๆ ชนชั้นต่างอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของโบสถ์โรมันคาทอลิก ประชาชนมีศรัทธาอย่างแรงกล้าเรื่องนรกสวรรค์ นักบวชจึงเป็นชนชั้นที่น่าเคารพของคนทั่วไป เพราะในยุคนั้นโบสถ์เป็นศูนย์รวมของความรู้ทั้งหลาย เพราะผู้คนในสมัยนั้นไม่สามารถอ่านออกเขียนได้นั่นเอง

เพราะฉะนั้นนักดนตรีในสมัยนั้นคือนักบวชรวมทั้งคนที่ทำงานในโบสถ์ เด็กผู้ชายจะได้รับโอกาสการร่ำเรียนวิชาความรู้ในด้านดนตรี ซึ่งดนตรีเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับพิธีทางศาสนาทั้งสิ้น ผู้หญิงไม่มีสิทธิร้องเพลงในโบสถ์อย่างเด็ดขาด จึงไม่แปลกที่ดนตรีในยุคนี้เกี่ยวพันกับพิธีกรรมทางศาสนา เพลงสวดแบบดั้งเดิมจะเป็นเพลงแนวเดียว คือร้องโดยไม่ใช้เครื่องดนตรี การร้องมีจังหวะแบบอิสระ ไม่มีแบบแผน ภาษาในคำสวดเป็นภาษาละติน